ในช่วงนี้ที่มีโรคระบาดโคโรน่าไวรัสเราอาจจะได้ยินคำที่เราไม่ค่อยใช้บ่อยหรือไม่เคยใช้มาก่อน ตอนนี่โรคโคน่าไวรัสครอบคลุมประเทศไทยและเราควรจะรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้ ถ้าพูดเกี่ยวกับการระบาดโรคเราอาจจะใช้คำว่า outbreak, epidemic หรือ pandemic ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของโรคระบาด อีกสามคำที่จะได้ยินบ่อย ๆเมื่อพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เราควรจะทำเพื่อไม่ให้ติดโรคคือ social distancing, social isolation, และ self-quarantine สามคำนี้มีความหมายที่ใกล้ๆกันมากคืออยู่ห่างจากคนอื่นแต่อยู่ห่างจากคนอื่นคนละแบบกัน
- Outbreak
Outbreak เป็นคำนาม (N) ที่แปลว่าการระบาดโรคในบริเวณที่ไม่ใหญ่มากแต่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือการปรากฏอย่างกะทันหันของอะไรก็ได้ ตัวอย่างของการใช้คือ “We are suffering an outbreak of covid-19” Outbreak เป็นคำที่ถูกใช้ครั้งแรกในช่วงปี 1595-1605 ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ outbreken/oute-breken และแปลว่าการระเบิดขึ้นของความรุนแรงหรือการปรากฏอย่างกะทันหันของอะไรก็ได้ ถ้า outbreak ของโรคระบาดแพร่กระจายมากขึ้นเรื่อย ๆจะกลายเป็น epidemic
- Epidemic & Pandemic
Epidemic เป็นได้ทังคำคุณศัพท์ (Adj.) และคำนาม (N.) คำนี้ใช้ปกติแปลว่าโรคระบาดที่แพร่อย่างรวดเร็วภายในชุมชนแต่ก็แปลว่าอะไรก็ได้ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเหมือนกัน สองตัวอย่างคือ “Covid-19 has become an epidemic” “The spread of microtransactions is epidemic” Epidemic ปัจจุบันมาจากคำฝรั่งเศส epidemique ซึ่งก็มาจากคำลาติน epidemia ซึ่งก็มาจาก epidemios ซึ่งเป็นคำภาษากรีกโบราณ แปลว่าผู้คนกับประเทศหรือคนที่อยู่ในประเทศ Epidemios สามารถแบ่งออกได้เป็น Epi + Demos, Epi เป็นคำนำหน้าที่แปลว่าไกล้ Demos นั้นแปลว่าคนที่อยู่ในตำบลและกลายเป็นรากของคำ democracy ในภาษาอังกฤษ ภายในศตวรรษที่ 5 Hippocrates, บิดาแห่งแพทย์ศาสตร์, ใช้คำ epidemios เมื่อเขียนเกี่ยวกับโรคที่แพร่กระจายภายในประเทศ สิ่งที่น่าแปลกใจคือภาษากรีกโบราณมีคำ nosos ซึ่งแปลว่าโรคระบาดอยู่แล้วแต่ Hippocrates ใช้ epidemios แทน
ถ้า epidemic ระบาดรอบโลกจะกลายเป็น pandemic (N & Adj) ซึ่งก็เหมือน epidemic แต่มีผลกระทบใหญ่ขึ้น ตัวอย่างคือ “The spread of the disease is pandemic” “Humanity faces a coronavirus pandemic” Pandemic มาจากคำกรีก “pan + demos” Pan เป็นคำนำหน้าที่แปลว่าทุกอย่าง
- Social Distancing or is it Physical Distancing?
Social distancing หรือ social distance เป็นคำนาม (N.) ที่แปลว่าให้อยู่ห่างๆจากคนอื่น หลีกเลี่ยงการรวมฝูงชน, ตัดสินใจที่จะทำงานจากบ้านและหลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะก็ถือว่าเป็น social distancing ตัวอย่างคือ “People should practice social distancing to stop the spread of disease” ในศตวรรษที่ 19 social distance แปลว่าการแยกชนชั้นทางสังคมและคำนี่ก็ถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็น social distancing ในยุคปัจจุบันคำ social distancing ถูกใช้เป็นครั้งแรกระหว่างโรคระบาดซาร์สในปี 2003 แต่วิธีการอยู่ห่างจากคนอื่นนั้นถูกใช้ตั้งแต่ปี 1918 เพื่อช่วยหยุดการแพร่กระจายของไข้หวัดใหญ่
สำรับโคโรน่าไวรัส World Health Organization (WHO) แนะนำให้คน social distance โดยอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-3 เมตรถ้าจะต้องออกจากบ้าน
ตั้งแต่ 20 มีนาคม WHO เปลี่ยนคำศัพท์ social distancing เป็น physical distancing เพราะว่า social, ซึ่งแปลว่าสังคม, ใน social distancing ทำให้คนติดว่าต้องอยู่คนเดียวไม่ยุ่งกับคนอื่นแต่ในสมัยนี่เรามีหลายวิธีมากที่ใช้พูดคุยกันได้ ในอดีตผู้คนอยู่รอดจากโรคระบาลได้เพราะว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันและให้คำเตือนกัน แต่นักวิชาการบางคนก็บอกว่าเราไม่ควรเปลี่ยนคำศัพท์แล้วเพราะว่าคนส่วนไหญ่ใช้ social distancing กันแล้วและถ้าเปลี่ยนคำศัพท์จะมีโอกาสงงสูง
- Self-isolation
Self-quarantine กับ self-isolation มีความหมายคล้ายคลึงกันและเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา (N. & Adj.) Self-isolation แปลว่าถ้าคุณติดโรคระบาดควรอยู่ห่างจากคนอื่นและ self-quarantine แปลว่าอยู่บ้านห่างจากคนอื่นถ้าคิดว่าอาจติดโรคระบาด เวลาที่จะต้อง self-quarantine ขึ้นอยู่กับโรค อย่างเช่นโคโรน่าไวรัสต้อง self-quarantine ประมาณ 2 อาทิตย์เพราะว่าระยะฟักตัวของโคโรน่าไวรัสคือ 5 ถึง 12 วันและการรอ 14 วันจะให้หมอดูออกได้ว่าติดโรครึเปล่า
Self-isolation ถูกใช้ครั้งแรกในปี 1834 และหมายถึงคนที่ไม่สนใจโลกรอบตัวซึ่งแตกต่างจากการพูดเกี่ยวกับโรคระบาด ตัวอย่างคือ “Mark decided that self-isolation will be necessary” “Self-isolation is key to prevent the spread of diseases.”
Isolation มาจากคำลาติน insula ซึ่งเป็นคำนามที่แปลว่าเกาะ ภาษาอิตาเลียนก็ปรับเปลี่ยน insula เป็น isolato ซึ่งกลายเป็นคำฝรั่งเศส isole และในที่สุดกลายเป็นคำ isolate ในภาษาอังกฤษ Isolated หมายถึงติดเกาะและน่าจะถูกใช้ครั้งแรกช่วงปี 1700s โรงพยาบาลชื่อ Maria di Nazareth ถูกสร้างขึ้นในปี 1423 บนเกาะใกล้ๆเมือง Venice โรงพยาบาลนี่ดูแลคนติดโรคระบาดในยุคกาฬมรณะและโรงพยาบาลดูแลโรคระบาดสมัยโบราณจะชอบสร้างรอบ ๆ แม่น้ำหรือทะเลเพื่อให้อยู่ห่างๆ จากคนอื่น โรงพยาบาลพวกนี่ช่วยอธิบายว่าทำไมคำว่า isolated หมายถึงติดเกาะ
- Self-quarantine
Self-quarantine (N. & Adj.) แปลว่าอยู่บ้านห่างจากคนอื่นถ้าคิดว่าอาจติดโรคระบาดและเป็นคำใหม่เพิ่งถูกใช้แค่ 20 ปี, quarantine ที่มีความหมายปัจจุบันนั้นถูกใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 และมาจากคำฝรั่งเศส quarantaine ซึ้งมีความหมายระยะเวลา 40 วันและมาจากคำลาติน quadraginta ซึ่งแปลว่า 40, 40 วันเพราะว่าในสมัยโบราณชอบให้เวลา 40 วัน ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยเขียนคัมภีร์ไบเบิล อย่างเช่นให้แม่หม้ายอยู่ในบ้านของสามีที่ตายแล้วได้ 40 วันก่อนที่จะต้องจ่ายค่าเช่าให้ทายาทของสามี ในช่วงเวลาเดียวกันชาวเมืองเวนิสค้นพบว่าการกักนักเดินทาง 40 วันก่อนที่จะให้เข้าเมืองช่วยหยุดการแพร่กระจายของความตายสีดำเลยเรียกช่วงเวลานี่ว่า quarantaine เราไม่แน่ใจว่าทำไม 40 วันแต่มันได้ผล
ตัวอย่างคือ “Travelers going through high-risk areas must self-quarantine after arriving home.” “The self-quarantine is driving me insane form boredom.”
Works Cited
“A Guide to Coronavirus-Related Words” Www.Merriam-Webster.Com, 18 Mar 2020, http://www.merriam-webster.com/words-at-play/coronavirus-words-guide. Accessed 16 Apr 2020
Allen, Marc Lipsitch and Joseph “Coronavirus Reality Check: 7 Myths about Social Distancing, Busted” USA Today, 16 Mar 2020, http://www.usatoday.com/story/opinion/2020/03/16/coronavirus-social-distancing-myths-realities-column/5053696002/
“Coronavirus: Why the 14-Day Quarantine Period?” Health24, 13 Mar. 2020, http://www.health24.com/Medical/Infectious-diseases/Coronavirus/coronavirus-why-the-14-day-quarantine-period-20200311-3. Accessed 19 Apr. 2020.
Kelly, John “‘Epidemic’ vs ‘Pandemic’: What Do These Terms Mean?” Everything after Z by Dictionary.Com, 4 Mar 2020, http://www.dictionary.com/e/epidemic-vs-pandemic/ Martin, Paul MV, and Estelle Martin-Granel “2,500-Year Evolution of the Term Epidemic” Emerging Infectious Diseases, vol. 12, no. 6, June 2006, pp. 976–980, 103201/eid1206051263. Accessed 16 Apr 2020